อะอ๊ะ เดือนแห่งความรัก เกี่ยวไรกะวิ่งอ่ะ เอาน่าจะพยายามโยงเข้ามาให้ได้ละกัน วันนี้ครบรอบ 5 เดือนของการเริ่มวิ่งของข้าพเจ้า เราเริ่มวิ่งวันแรกเมื่อ 7 กันยายน 2558 เลยอยากเขียนอัลไลแปะไว้เป็นที่ระทึกซะหน่อย เพ้อ ๆ ฝัน ๆ ไปตามประสา คงไม่ว่ากัน หลังจากผ่านสนามซ้อมงาน #careforcancer ที่ทำเอาเจ็บกล้ามเนื้อต้นขาอย่างมากเริ่มเจ็บที่กิโลที่ 7 พอวิ่งจบโดยพยายามสุดบาทา กลับมาถึงบ้านก็พยายามศึกษาหาความรู้ ทำไมมันเจ็บว่ะ เราได้เรียนรู้ศาสตร์(สูตร) ในการวิ่งแบบกดหัวใจให้ได้การยืนระยะ หรือภาษาวิ่งเขาเรียกว่า Negative Split (N.S.) ครูบางท่านเรียกการวิ่งแบบนี้ว่า "การวิ่งแบ่งนิเสธ" ซึ่งว่ากันว่าไม่มีนักวิ่งคนไหนทำได้ ถ้าไม่ได้ฝึกมา มันเป็นเรื่องฝืนธรรมชาติที่คนเราย่อมวิ่งครึ่งแรกเร็วกว่า รวมทั้งตัวเราเองด้วย เราขอเรียกการฝึกแบบนี้ว่ามันเป็นการฟังเสียงของหัวใจตนเองในขณะวิ่งด้วยมากกว่า เห็นมะโยงมาด้วยละ “ฟังเสียงหัวใจตนเองขณะวิ่ง” ลองคิดดูถ้าไม่มีเทคโนโลยีการวัดอัตราเต้นของหัวใจละ เราจะวัดมันยังไง โชคดีที่พี่ต๋า Anuparp Weerasethakul สนับสนุนอุปกรณ์การวัดมาให้ดู คราวนี้มาดูหัวใจเป็นหลัก จะทำให้ไม่เบื่อด้วย เพื่อนนักวิ่ง เพ้ง ขอนแก่น แนะนำให้ดูดังนี้ คือ ในช่วง
0-10 นาทีแรก เริ่มที่ 110
10-20 คุมที่ 120
20-30 คุมที่ 130
30-40 คุมที่ 140
40-50 คุมที่ 150
50-60 คุมที่ 160
0-10 นาทีแรก เริ่มที่ 110
10-20 คุมที่ 120
20-30 คุมที่ 130
30-40 คุมที่ 140
40-50 คุมที่ 150
50-60 คุมที่ 160
จะว่าไปการจะดูนาฬิกาที่บอกอัตราเร่งของหัวใจบ่อย ๆ จะทำให้เราไม่เบื่อนะ ไม่ต้องง้อเสียงเพลงละ มาเน้นการดูหัวใจเพื่อการคุมจังหวะการหายใจ ให้หัวใจนิ่งจะดี ไม่กระโดด ต่อไปจะเข้าใจระดับความเหนื่อยของตัวเองได้ดี การออกตัวแรงเพื่อไปแตะโซนหัวใจที่มีค่าสูง ๆ เปรียบเสมือนเป็นหม้อน้ำเดือด ทำให้เราใช้พลังมากเกิน ทำให้หมดพลังได้ เพราะฉะนั้น ควรที่จะเริ่มออกตัวช้า ๆ หัวใจต่ำๆ เคลื่อนอัตราเต้นของหัวใจช้า ๆ ไปจนถึงตัวเลขทนได้ตามต้องการ มะ นักวิ่งทั้งหลาย มาเริ่มฟังเสียงของหัวใจตนเองกันเถิดดดชั้นจะฝึกฟังเสียงหัวใจตัวเองละนะ ดูซิมันจะเรียกร้องอัลไล ฮิ้วววววววววว
#strongermeproject
#strongermeproject

No comments:
Post a Comment